Thursday, December 6, 2007

ใช้ประวัติย้อนหลังแย่งกันขายญี่ปุ่น พาณิชย์เร่งจัดสรรโควตาเหล็กJTEPA

กรมการค้าต่างประเทศประกาศจัดสรรโควตานำเข้าเหล็กภายใต้ JTEPA ให้กับ 65 บริษัทนำ เข้าเหล็ก ผู้ประกอบการเหล็กชี้ กลุ่ม 1 มีปัญหา มากที่สุด เหตุผู้นำเข้าแย่งโควตา แถมใช้ประวัติย้อนหลัง 3 ปี ปิดทางรายใหม่ เผยบริษัทญี่ปุ่น บริษัทร่วมทุนไทย-ญี่ปุ่น แบ่งเค้กกันเอง ได้โควตาเพียบ

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน กรมการค้าต่างประเทศได้ออกประกาศ 2 ฉบับ เกี่ยวกับการจัดสรรปริมาณนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้า ที่จะนำเข้าตามโควตาภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่จะออกหนังสือรับรองการนำเข้าประจำปี 2550 ใน 3 กลุ่มสินค้า โดยมีผลบังคับ ใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ถึง 31 ธันวาคม 2550 ทั้งนี้การจัดสรรโควตาการนำเข้าพิจารณาจากประวัติการนำเข้าจากญี่ปุ่น ย้อนหลัง 3 ปี (2547-49)

โดยสินค้ากลุ่มที่ 1 จัดสรรให้ผู้ประกอบการ ค้าเหล็กหรือเหล็กกล้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่อ เนื่อง จำนวน 62 ราย ปริมาณรวม 74,000 ตัน สัดส่วนโควตาที่ได้รับจัดสรรมีจำนวนตั้งแต่ 0.019-19,077 ตัน โดยผู้ที่ได้รับการจัดสรรนำเข้าในปริมาณสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท จำกัด โตโยต้า ทูโช (ไทยแลนด์) ปริมาณ 19,077 ตัน บริษัท เอ็มซี เมทัลเซอร์วิสเอเซีย (ประเทศไทย) จำกัด 9,637 ตัน บริษัท ซัมมิท แอดวานซ์ แมทีเรียล จำกัด 6,613 ตัน บริษัท ยูไนเต็ดคอยล์เซ็นเตอร์ จำกัด 4,454 ตัน บริษัท สยามบุณฑริก จำกัด 4,415 ตัน บริษัท สยามนิปปอนสตีลไพพ์ จำกัด 3,285 ตัน บริษัท สยามมัตสุชิตะสตีล จำกัด 3,211 ตัน บริษัท นานาชาติเทรดเดอร์ส คอนซอลิเดชั่น จำกัด 2,046 ตัน และบริษัท ศูนย์บริการเหล็กสยาม จำกัด (มหาชน) 1,756 ตัน

สินค้ากลุ่ม 2 จัดสรรให้กับโรงงานผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็น เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องรายเดียวคือ บริษัท สยามยูไนเต็ดสตีล (1995) จำกัด ปริมาณ 40,000 ตัน โดยพิจารณาจากประวัติการส่งออก และยังเพิ่มเงื่อนไขจัดสรรให้ตามผลการหารือร่วมกัน ระหว่างผู้นำเข้าและสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

ส่วนสินค้ากลุ่ม 3 จัดสรรให้โรงงานผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็น ที่นำเข้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์หรือชิ้นส่วน และอุปกรณ์ประกอบรถยนต์ หรือ เป็นโรงงานผลิตยานยนต์หรือชิ้นส่วนและอุปกรณ์ประกอบยานยนต์ ปริมาณรวม 47,000 ตัน จัดสรรให้กับ 2 ราย คือ บริษัท สยามยูไนเต็ดสตีล (1995) จำกัด ปริมาณ 19,787 ตัน และบริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) ปริมาณ 27,213 ตัน

แหล่งข่าวจากวงการเหล็กแผ่นรีดร้อนเปิดเผยว่า การจัดสรรโควตาสินค้าเหล็กกลุ่มที่ 1 มีจำนวนผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่การกำหนดคุณสมบัติในการจัดสรรโควตา โดยพิจารณาจากประวัติการนำเข้าจากญี่ปุ่นย้อนหลัง 3 ปี ถือว่าเป็นอุปสรรคของผู้นำเข้ารายใหม่ๆ

แต่กรมการค้าต่างประเทศได้ชี้แจงว่า การจัดสรรโควตานำเข้าดังกล่าวจะทำให้เกิดการ ใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อการมีผลบังคับใช้ของ JTEPA ซึ่งเหลือเพียง 2 เดือนจะสิ้นปี จากนั้นจะต้องจัดสรรโควตาในปี 2551 ใหม่อีกครั้ง ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศจะปรับมาใช้ระบบจัดสรรโควตานำเข้า ตามลำดับก่อนหลัง (first come first serve) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่ต่อไป

"แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ความจริงแล้วการจัดสรรโควตาไม่ว่าจะให้กับผู้ประกอบการ รายใดก็จะส่งผลดีต่อญี่ปุ่น เพราะส่วนใหญ่ เป็นบริษัทร่วมทุนของญี่ปุ่นอยู่แล้ว และที่สำคัญบริษัทผู้ส่งออกสินค้าเหล็กกลุ่มที่ 1 นั้น ในญี่ปุ่นก็มีเพียง 2 ราย คือ นิปปอนสตีล และเจเอสอี ซึ่งเป็นเบอร์หนึ่งและเบอร์สอง ดังนั้นไม่ว่าจะจัดสรรให้ใคร สุดท้ายสองรายนี้ก็ จะไปแบ่งสัดส่วนกันว่าจะส่งออกมาเท่าไหร่" แหล่งข่าวกล่าว

นอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งที่มีการตั้งข้อสังเกตคือ การอนุญาตให้โรงงานผลิตผลิต เหล็กแผ่นรีดเย็นที่นำเข้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์หรือชิ้นส่วน และอุปกรณ์ประกอบรถยนต์ หรือเป็นโรงงานผลิตยานยนต์หรือชิ้นส่วน และอุปกรณ์ประกอบยานยนต์มีโอกาสนำเข้าได้นั้น เป็นคุณสมบัติที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงในเจเทปา เพราะระบุให้เพียงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรถยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ประกอบรถยนต์เท่านั้นที่นำเข้าได้ ดังนั้นจำเป็นต้องไปแก้ไขข้อตกลง หรือต้องตี ความว่าเงื่อนไขที่กรมการค้าต่างประเทศระบุนั้น สามารถทำได้หรือไม่

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ , 29/11/2007